ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

5192 กระทู้ ใน 1433 หัวข้อ- โดย 35198 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: workmarketpost

Boybdream Forumหมวดหมู่ทั่วไปห้องแห่งสาระ[ รวมบทความ ] เคล็ดลับการดำเนินชีวิต
หน้า: [1] 2 3 ... 5
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: [ รวมบทความ ] เคล็ดลับการดำเนินชีวิต  (อ่าน 10070 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 15, 2008, 11:07:30 am »

สารบัญรวมบทความ เคล็ดลับการดำเนินชีวิต

ถูกนินทาว่าร้าย คิดอย่างไรจึงจะหายทุกข์

หมดหวัง ท้อแท้ แพ้ชีวิต" คิดอย่างไรให้ใจสู้ !

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วัน

พุทธวิธีคิดให้ คลายความเหงา ความเครียด ในยามอกหัก

บทลงโทษด้วยความรัก

คำพูดเปรียบดั่งยาพิษ

เข็มฉีดยา ผู้น่าสงสาร (นิทานเด็ก)

ไม่ยุติธรรมเลย

หย่าร้างอย่างไรไม่ให้กระทบใจลูก

กาแฟ หรือ ถ้วยกาแฟ?

ปรัชญาพุทธกับคนรัก(ที่ไม่รักเรา)

อย่ามองข้าม เรื่องเล็กๆ

พ่อค้ากับเจ้าลาน้อย

ลายแทงมหาสมบัติ......

แค่ โบว์เส้นเล็กๆ ที่กำลังจะทิ้ง...

อย่าตัดสินเพียงแค่เปลือกนอก

ต้นแอ๊ปเปิ้ลกับเด็กน้อย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับงานศพ

"เมื่อเธอต้องการหย่าขาดจากชั้นไป.... เธอควรเป็นคนที่จูงมือชั้นออกไป "

ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน

ถาม – แสวงหาคนจริงใจแต่ไม่เคยเจอ ต้องทำบุญอย่างไรถึงจะได้เจอคนจริงใจ?

ถาม – คู่เวรมีจริงหรือไม่? แบบที่พออยู่ด้วยกันแล้วมีแต่ความวิบัติ และความหมายของคู่แท้หมายถึงอยู่ด้วยกันแล้วมีแต่ความสุขความเจริญใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้นต้องเชื่อเกณฑ์ของดวงชะตาราศีที่ว่าจะเจอคู่แท้เมื่อนั่น เมื่อนี่ใช่ไหม? ถ้าหากว่าเรามีวิบากที่ต้องเจอคู่ที่ทำให้เราไม่มีความสุขเราจะหลีกหนีได้ หรือไม่?

ความสุข สิ่งที่ใคร ๆ ต่างไขว่ขว้า

ของชวัญที่มอบให้กันได้ทุกวัน

ความสุขยิ่งกว่าการให้

3 บทเรียนสำคัญ

เสน่หา: คนมีเสน่ห์...

ความโกรธเป็นบ่อเกิดความหายนะ

ทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดีๆ

โปรแกรมความรัก.......

เพียงคำบางคำ..ก็ช้ำทั้งชีวิต

ลักษณะของคนที่น่ารัก

ถ้ามีญาติ หรือมีเพื่อนมาขอยืมเงิน เราควรจะวางตัวอย่างไร เพราะไม่ให้ เขาก็จะเสียน้ำใจ แต่ถ้าให้บ่อยๆ เราก็เดือดร้อน เหมือนกัน?

สังคมไทยสมัยก่อน มักจะสอนให้ลูกกราบเท้า พ่อแม่ก่อนเข้านอน สิ่งนี้จะพัฒนาคุณธรรมในตัวเด็กได้อย่างไร และถ้าคนในยุคนี้จะทำบ้าง ควรเริ่มต้นอย่างไรเจ้าคะ ?

พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างไร ลูกเป็นอย่างนั้น

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่กดดันลูก

ทำบุญ มุ่งหวังอะไร

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

ศิลปะแห่งการให้อภัย

อิฐ 2 ก้อน

3 วิธีง่ายๆ ในการครองใจให้ลูกน้องรัก

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี

ครอบครัวเป็นสุข สาเหตุที่ลูกไม่รักกัน

คู่มือการป้องกันการฆ่าตัวตาย

ห่วงได้....แต่อย่าหวง


ขอขอบคุณ คุณ journey จากบอร์ด Thaiseoboard จากใจจริง ที่ช่วยรวบรวมบทความดี ๆ มาให้อ่านกันครับ
---------



" ถูกนินทาว่าร้าย คิดอย่างไรจึงจะหายทุกข์ "

      1. เป็นธรรมดาของโลก ให้คิดว่านี่เป็นธรรมดาของโลก ไม่เคยมีใครสักคนบนโลกนี้ที่รอดพ้นจากคำนินทา เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา ขนาดท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐบริสุทธิ์สูงสุด แต่ท่านก็ยังไม่พ้นถูกคนพาลกล่าวโจมตีว่าร้ายจนได้ แล้วนับประสาอะไรกับเราที่เป็นแค่คนธรรมดาสามัญที่ยังมีทั้งดีและชั่วจะรอดพ้นปากคนนินทาไปได้ คิดอย่างนี้แล้วจะได้สบายใจว่า การถูกนินทานี่เป็นแค่เรื่องธรรมดา เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก (โลกธรรม) และ ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย

      2. ให้มีจิตใจมั่นคงดุจภูผา ถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจ ทำการงานด้วยความตั้งใจปรารถนาดี แต่แล้วก็ยังไม่พ้นถูกคนนินทา กล่าวร้ายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอให้เรามีความมั่นใจในความดีของเรา อุปมาภูผาหินแท่งตันไม่หวั่นไหวในลมพายุฉันใด บัณฑิตผู้มีจิตใจหนักแน่นในความดี ย่อมไม่หวั่นไหวในคำสรรเสริญ และ คำนินทาแม้ฉันนั้น

      3. ให้มีจิตเมตตาสงสารผู้นินทา ให้คิดด้วยความเมตตากรุณาว่า คนที่นินทาเรานั้น ย่อมกระทำไปด้วยความอิจฉาริษยา เขาจะต้องเผาลนจิตใจของเขาให้ร้อนรุ่มเสียก่อน จึงจะสามารถพูดนินทาว่าร้ายคนอื่นออกมาได้ ให้คิดเมตตาสงสาร แทนที่จะไปโกรธเคืองเขา
                  อนึ่ง คนที่ชอบกล่าววาจาส่อเสียด หรือ ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น โดยปรกติเขาย่อมเป็นผู้หามิตรสหายที่ใกล้ชิดไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยมีใครไว้วางใจคนที่ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น ให้คิดเห็นใจเขาในฐานะที่เขาต้องเป็นผู้อยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเขาย่อมหาเพื่อนแท้ไม่ได้

      4. คิดหาประโยชน์จากคำนินทา คนที่คิดกล่าวร้ายเรา บางทีเขาต้องไปนั่งคิดนอนคิดหาจุดอ่อนในตัวของเรา เพื่อเอามาพูดโจมตี บางทีจุดอ่อนเหล่านี้ตัวเราเองก็มีอยู่จริงแต่ทว่าเราไม่รู้ตัวมาก่อน นี้เป็นประโยชน์มาก เพราะเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะขอบคุณคนนินทาเรา เพราะเขาอุตส่าห์ไปนั่งคิดนอนคิดช่วยค้นหาข้อมูลมาช่วยให้เราปรับปรุงตนเอง

      5. คิดวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาสังคม สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง คือเน้นเรื่องการใช้อำนาจครอบงำกันและกัน จึงมีการปลูกฝังสอนให้คิดแข่งดีแข่งเด่น คิดเหนือผู้อื่น สอนให้อยากเป็นใหญ่เป็นโต (มานะ) มาตั้งแต่โบราณ (คาดว่าไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี คือตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น) ทำให้คนไทยเรา เวลาเห็นใครทำดี ก็มักจะเกิดความริษยาโดยไม่รู้ตัว คือทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่าตน สังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งเช่นนี้ ผู้คนจึงมักจะชอบนินทาว่าร้ายกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคิดวิเคราะห์ได้เช่นนี้แล้วก็สบายใจ ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมาก ให้ถือว่าการที่เราถูกนินทานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมก็แล้วกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง
                  ในอนาคตไม่แน่ หากมีการศึกษาเรื่องพุทธธรรมกับสังคมไทยกันอย่างจริงจัง บางทีเราอาจจะสามารถเปลี่ยงแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจาก "แนวดิ่ง" ให้เป็น "แนวราบ" คือ คนไทยมีความเสมอภาคกัน ไม่ถืออำนาจเป็นใหญ่ แต่ถือความถูกต้องดีงามเป็นใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นสังคมที่เต็มไปด้วยการนินทาว่าร้ายก็จะลดน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ แล้วภาษิตยอดฮิตที่ว่า "สังคมเสื่อมถอยเพราะคนดีท้อแท้" หรือ "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" จะได้เลิกใช้กันเสียที ยิ้ม
Sponsored Links
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2008, 05:37:15 am โดย admin » บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:08:36 am »

    "หมดหวัง ท้อแท้ แพ้ชีวิต" คิดอย่างไรให้ใจสู้ !"



               หนุ่มสาวหลายคนอาจมีความทุกข์ อาทิเช่น " ช่วยทีเถอะ ทนไม่ไหวแล้ว ..พลาดหวังในความรัก ตัดใจไม่ได้ " บางคนก็บอกว่า " ตัวเองเจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเป็นหนี้เป็นสิน ปฏิบัติธรรมข้อไหนดีให้หมดหนี้เร็ว ๆ รู้สึกท้อแท้ใจมาก ทำไงดี " บ้างก็ปรับทุกข์ว่า "ตกงานมา ๒ ปีแล้ว ป่านนี้ยังหางานทำไม่ได้เลย รู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ช่วยหางานให้ทำหน่อยดิ " เป็นต้น
                เพราะเหตุใดสังคมไทยจึงเต็มไปด้วยปัญหาทำให้คนหนุ่มสาวคิดท้อแท้สิ้นหวังกันมากมาย   แต่สำหรับวันนี้ เราขอเสนอวิธีสร้างกำลังใจให้คนหนุ่มสาวสู้ชีวิตตามแนวทางพุทธศาสนาแด่คนหนุ่มสาว ด้วยวิธีคิด ๕ ขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้  ยิ้มเท่ห์


๑.ให้รู้จักความทุกข์ของคุณให้ชัดเจน

              คุณวิตกกังวล หรือ กลุ้มใจเรื่องอะไร ลองคิดดูให้ชัด ๆ คิดให้กระจ่างออกมาว่าคุณกำลังวิตกกังวลกับปัญหาเรื่องอะไรบ้าง ให้ใช้วิธีเขียนลงในไปกระดาษก็ได้ แจงออกมาให้เห็นเป็นข้อ ๆ นี่เป็นวิธีกำหนดรู้ตัวปัญหาให้ชัดเจน คือทำให้รู้ว่าเรากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ในใจ ที่มันทำให้เราเกิดความทุกข์อยู่ในขณะนี้ (การกำหนดรู้ความทุกข์ เป็นขั้นตอนแรกในอริยสัจ ๔ ภาษาพระท่านเรียกขั้นตอนนี้ว่า "ปริญญา" ) คือให้รู้จักมันในฐานะตัวปัญหา ที่เรากำลังจะศึกษาเพื่อทำการแก้ไขต่อไป

      ยกตัวอย่าง
      คุณติ่งศักดิ์รู้สึกแย่มากเลย ท้องใส้ปั่นป่วน ไม่สบายใจมาเป็นเดือนแล้ว กินเหล้าเป็นขวด ๆ เพื่อให้หายกลุ้มกลับยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก แต่ต่อมาภายหลังคุณติ่งลองตั้งคำถามกับตนว่าตนเองมีทุกข์เรื่องอะไร บ้าง ในที่สุดแกก็เขียนลำดับทุกข์ของแกออกมาเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
            ก. รถยังผ่อนไม่หมด เขากำลังจะยึดไปแล้ว
            ข. บริษัทกำลังมีนโยบายปลดพนักงาน รู้สึกกังวลว่าตนเองอาจจะโดนปลด
            ค. แฟนที่ดูใจกันมานาน ได้ข่าวว่ามีเสี่ยมาติดพัน หึงนะ
      เป็นอันว่าสำเร็จในขั้นตอนแรก คือ คุณติ่งเห็นตัวปัญหาว่ามีทั้งหมด ๓ ข้อ ที่ทำให้แกเกิดความทุกข์มาตลอดเดือน

           ในการแก้ไขปัญหา เราต้องรู้จักตัวปัญหาให้ชัดเจน ด้วยการกำหนดรู้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะคลุมเครือ ไม่รู้ว่าตัวเองมีความทุกข์อะไรบ้าง (บางคนอาจจะมีปัญหาในใจเยอะ เป็น สิบ ๆ เรื่อง โดยไม่รู้ตัว ทำให้ทุกข์ใจ ทนไม่ไหว ถึงกับฆ่าตัวตายก็มี)

๒. ให้คิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีอยู่เสมอ

               หากคนเรายังรู้สึกถูกปัญหาบีบคั้นจิตใจอยู่ สภาพจิตจะไม่แจ่มใส ขุ่นมัว หมองเศร้า เป็นอกุศล ทำให้สติปัญญาจะไม่สามารถทำงานได้โดยสะดวก การคิดว่าเรายังโชคดีอยู่เสมอ เป็นเทคนิคคิดเร้ากุศล คือมองโลกในแง่ดี ทำให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากการบีบคั้นของปัญหา มีสุขภาพจิตดี พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป
              ในขั้นตอนแรกของฝึกคิดมองโลกในแง่ดีนี้ (อ่านตัวอย่างวิธีคิดแบบนี้ในพระไตรปิฎก เรื่อง พระพุทธเจ้าทดสอบความคิดพระปุณณะก่อนที่จะไปเผยแผ่ธรรมที่ สุนาปรันตชนบท) ท่านให้เราหัดพูดให้กำลังใจกับตนเองในทำนองว่า เรายังโชคดีที่ไม่พบกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปกว่านี้ หรือ นี่เป็นโอกาสอันดีที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นในอนาคต การบอกตัวเองว่ายังเป็นคนโชคดีเช่นนี้ จะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่น ปลื้มปีติยินดี พร้อมที่จะต่อสู้แก้ไขปัญหาสืบต่อไป ไม่ท้อถอย
            ยกตัวอย่าง เมื่อคุณติ่งกำหนดรู้ปัญหาได้ชัดเจนแล้ว แกก็ใช้วิธีคิดขั้นที่สอง ทันที โดยแกได้พูดกับตัวเองออกมาดัง ๆ ว่า (วิธีพูดให้กำลังใจตัวเองดัง ๆ เป็นอุบายที่ดี เพราะทำให้คิดได้ชัดเจนและมีพลังมากขึ้น)
                  ก. ถึงเราจะโดนยึดรถก็ไม่เป็นไร ยังดีที่บ้านเราไม่ได้โดนยึดไปด้วย เย้..โชคดี เรายังมีบ้านอยู่
                  ข. ถ้าเราโดนให้ออกจากงาน เราก็ยังโชคดีกว่าโดนไล่ออก บริษัทยังมีเงินจ่ายให้เรามา เป็นทุนสำรอง เราจะได้มีเวลาพักผ่อน เตรียมวางแผนหางานทำใหม่
                  ค. ถึงแฟนจะทิ้งเราไป ก็ถือว่าเราโชคดีอีกนั้นแหละ เพราะเราตอนนี้เรามีข้อมูลมากมาย ที่จะสามารถหาคนที่ดีกว่านี้ได้อย่างแน่นอน เย้..! (ทั้งน้ำตา) เราโชคดีที่สุดในโลกเลย  เจ๋ง

๓. คิดถึงคนอื่นที่ได้รับความทุกข์มากกว่าคุณ

              หากคิดในขั้นตอนที่สองแล้ว ยังเอาไม่อยู่ เราก็สามารถใช้วิธีคิดขั้นตอนที่สามต่อไปได้เลย คือ ให้คิดถึงคนอื่น ๆ ที่มีความทุกข์มากกว่าเรา เช่น คนอดอยากในเอธิโอเปีย , ชาวเขมรนับล้านคนที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์ , คนจรจัดที่นอนใต้สพาน , คนจนที่ถูกแย่งที่ทำกินจนต้องมาอดข้าวประท้วงที่กรุงเทพฯ ฯลฯ ให้พยายามนึกจินตนาการถึงความทุกข์ยากของคนเขาเหล่านั้น แล้วนำมาเปรียบเทียบกับความทุกข์ของเรา เราจะเห็น ได้เลยว่า ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว คนเป็นจำนวนมากเขาต้องเจอทุกข์หนักหนากว่า เรามาก แทบจะเรียกได้ว่า ทุกข์ของเรากลายบเป็นเรื่องขี้ผงไปเลย ทีนี้ถ้าขืนมานั่งท้อแท้ใจ มันก็อายเขาแย่ ให้พูด ล้อตัวเองให้เกิดความละอายบ่อย ๆ จะช่วยได้มาก ( การสอนใจให้ตัวเองเกิดความละอายใจ เป็นเทคนิคป้องกันตนเองไม่ให้คิดไปในทางที่ผิด ๆ ตามหลักธรรมชุด "หิริโอตตัปปะ " ในพระไตรปิฎก)

๔. สร้างกำลังใจตนเองให้สู้ชีวิต

               แม้วิธีคิด ๑- ๓ ขั้นตอนที่ผ่านมา จะทำให้เราหายทุกข์ใจไปได้มาก แต่ถ้าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข มันก็จะ สร้างความทุกข์ให้กับเราไปได้เรื่อยไป ดังนั้นเราจึงต้องก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ สร้างกำลังใจให้ตนเองในการ เผชิญหน้าต่อปัญหา เพื่อแก้ไขให้มันลุล่วงไปด้วยดี
            เรือแตกกลางมหาสมุทร พระมหาชนกลอยคออยู่กลางมหาสมุทร แม้มองไม่เห็นฝั่ง ท่านยังใจสู้ เพียรว่ายน้ำมุ่งเข้าหาฝั่ง เพื่อทำการงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้จงได้ โดยไม่หวาดหวั่น ไม่คิดหวังพึ่งใคร ฉันใด
              ชาวพุทธไทย เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาแม้จะใหญ่โตเพียงไร ก็มีจิตใจสู้ คิดแก้ไขให้มันลุล่วงไปให้จงได้ แม้ฉันนั้น
             คนไทยยุคนี้ต้องมีใจสู้เหมือนพระมหาชนก ไม่อย่างนั้นเราคงจะต้องกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ เสียชื่อชาวพุทธแย่เลย  เจ๋ง
วิธีปฎิบัติคือให้ใช้คำพูดปลุกใจตัวเองให้สู้อยู่เสมอ ถ้าจะให้ดี เอากำปั้นทุบฝ่ามือ สร้างความรู้สึก มั่นใจ สู้ตายถวายชีวิต ให้มันเกิดความเข้มแข็งขึ้นมา การที่เราคิดในใจเฉย ๆ ในขณะที่จิตใจไม่เคยคิดสู้มาก่อน บางทีอาจจะไม่มีพลังใจพอที่จะคิดได้เอง ดังนั้นใช้วิธีพูดปลุกใจตัวเอง จึงเป็นเทคนิคสร้างกำลังใจที่ดี หรือว่าง ๆ เราอาจจะไปหาอ่านชาดกในพระไตรปิฎกเรื่อง "พระมหาชนก" เพื่อเป็นคาถาสู้ชีวิตประจำตัวก็ได้นะ

      หลังจากที่มีใจสู้คิดแก้ไขปัญหาแล้ว จึงค่อยเข้าสู่กระบวนการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาตามลำดับต่อไป คือ เริ่มจากการคิดสืบสาวหาเหตุปัจจัย คิดวิเคราะห์ปัญหา แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ออกมาให้ชัดแจ้ง จนสามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน ขั้นตอนสุดท้ายจึงกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ หรือ วางแผนให้เป็นขั้นเป็นตอน เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาสืบต่อไป (วิธีตามหลัก อริยสัจ ๔ )
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:11:37 am »

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ
ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้
แล้วพูด"ผมขโมยเองครับ"


ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง
แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ
ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร
ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"


พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน
เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
"ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียง ไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ

"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ...
ผมจะไปหางานทำ
แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
...
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี


ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน


รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
ที่ไซท์ก่อสร้าง ...
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ฮืม
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ
สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
"พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ
ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี
...
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก
น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผล บนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม

"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค
แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง


หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม


น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป

เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"


สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท

แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก
จึงตวาดน้องไปว่า

"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการหา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้
ดูตัวเองซิเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ...
ฉันบอกกับน้องว่า"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี
...
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
"ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ...
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียนและเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้
คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม...


คัดมาจาก วัดยานนาวา
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:12:43 am »

พุทธวิธีคิดให้ คลายความเหงา ความเครียด ในยามอกหัก

วิธีคิดให้หายทุกข์ใจยามอกหัก
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" สุภาษิตยอดฮิตสำหรับคนที่ำพบกับความผิดหวังในความรัก
แต่ถ้าอกหักบ่อยๆ มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน เำพราะมันช่างเจ็บช้ำระกำทรวง  ยิ่งคนหนุ่มสาวยุคไอที
พบกันง่าย ชอบกันง่าย เบื่อกันง่าย จะทำอย่างไรกันดี  บางคนอกหักวันละสามเวลาหลังอาหาร
เพราะเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ไปทั่ว บางคนอกหักอย่างเบา ๆ เพราะรักเขาข้างเดียว
แต่บางคนอกหักอย่างช้ำชอก เพราะถูกคนรักทอดทิ้งไม่ใยดี บางคนรักกันมานานแต่
ภายหลังจำต้องเลิกรา เพราะไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้็ก็้เจ็บตัวทั้งคู่ สรุปแล้วอกหักไม่ดีเลย
ดังนั้นบทความในวันนี้จึงขอเสนอเทคนิคทางใจ ยามประสบกับความผิดหวังในความรัก
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาวในยุคไอที ที่พบรักกันง่ายๆ บนออนไลน์ ด้วยความเร็วเท่าแสง
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิธีคิดทั้ง ๔ วิธีนี้ คงจะได้ช่วยรักษาใจ ให้ท่านมีกำลังใจ
เรียนรู้ชีวิตกันต่อไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตามปรารถนาของทุกๆ คน
ต่อไปนี้ของเชิญติดตามได้เลย
 
๑. เข้าใจธรรมชาติของความรัก
ความรักแบบหนุ่่มสาว เป็นความรักที่มีรสหอมหวาน ใครๆก็ใคร่ปรารถนา
แต่ธรรมชาติของความรักแบบนี้ มันมาพร้อมกับพิษสงด้วย  คือหากไม่สมปรารถนาเมื่อใด
มันก็จะแสดงความเจ็บปวดออกมาทันที เจ็บมาก เจ็บน้อย แล้วแต่ว่าเรายึดมั่นทุ่มเท
ในความรักแค่ไหน ยึดน้อยก็เจ็บน้อย ยึดมากก็เจ็บมาก ดังนั้นในยามใดอกหัก
ให้เราบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตมันแสดงอาการตามธรรมชาติของมันเอง
ถ้าเราไม่คิดฟุ้งซ่านกับมัน  เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ทุเลาเบาบางไปเอง

๒.มีความเมตตากรุณาต่อตัวเอง
เมื่อใดต้องพบกับความเจ็บปวดจากความผิดหวังในความรัก ให้คิดเมตตากรุณาต่อตัวเอง
ไม่คิดลงโทษตัวเอง หรือคิดทำร้ายจิตใจของตัวเองซ้ำเป็นดาบสองลงไปอีก แต่ให้มองไปที่
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจิตใจด้วยความกรุณา เหมือนกับว่าเรากำลังรู้สึกเมตตาสงสารใครสักคน
ปลอบใจตัวเองเหมือนกับที่เรากำลังปลอบเพื่อนด้วยความรักความเข้าใจ

ยกตัวอย่าง
"ทำใจสบายๆ นะ มันเจ็บไม่นานหรอก คราวหน้าเราจะระวังให้มากกว่านี้
ขอโทษทีนะเพื่อนนะ ที่ทำให้นายเจ็บ ฯลฯ"
คือมองที่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจว่านี่เป็นผลพวงที่เกิืดขึ้น
จากความรักแบบหนุ่มสาว (ดูข้อที่๑)

๓. มองโลกในแง่ดี

ให้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดในโลก ดีแล้วที่อกหัก เพราะคนที่เรารักคนนี้
อาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเราก็ได้ หรือให้คิดดีใจว่า อกหักคราวนี้ดีจัง
เพราะเราได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงชีวิตของเราให้พัฒนา
ขึ้นไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว เอ้.. อย่างนี้คงต้องขอบคุณคนที่หักอกเราแล้วสิ...
ไม่งั้นเราคงต้องเซ่อไำปอีกนาน หรือ คิืดว่า เออ..โชคเรายังดีนะ ที่ผิดหวังเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าหากถลาลึกลงไปมากกว่านี้เราก็คงจะเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่

การคิดในแง่ดีเช่นนี้ สารพัดที่จะคิดไปได้หลายรูปแบบ ใครที่คิดอย่างนี้ได้
ถือว่าเป็นคนฉลาดคิด เพราะสามารถเอาปัญหามาสร้างเป็นปัญญา
เอาความทุกข์มาแปรให้กลายเป็นความสุขที่เป็นกุศล มองโลกในแง่ดีมากๆ
เช่นนี้ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีตลอดชีวิต

๔.ฝันเพิ่งตื่น

สำหรับคู่รักที่รักกันมานาน หวานชื่นกันมาโดยตลอด
แต่ต่อมาภายหลังมีอันต้องพลัดพรากจากกัน เพราะไปด้วยกันไม่ได้ หรือ
ขัดแย้งไม่เข้าใจกัน หรือ อีกฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ทำให้มีอันต้องแยกทางกัน หรือ
ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัส
ให้แก่จิตใจจนยากจะรับไว้ได้ ดังนั้น จึงมีบางคนถึงกับคิดสั้น
ทำลายชีวิตของตนเองไปเลยก็มี

ในกรณีนี้ หากใช้ ๓ วิธีข้างต้นดังที่แนะนำไปแล้ว ยังเอาไม่อยู่่ คือยังมีความร่าไรรำพัน
อาลัยอาวรณ์อยููเช่นเดิม ขอแนะนำให้ใช้วิธีคิดแบบ "ตัดใจ" อย่างเด็ดขาดไปเลย
นั่นคือ ทุกครั้งที่มีความคิดหวนอาลัยเกิดขึ้นเมื่อใด ให้บอกกับตัวเองทันทีว่า
วันชื่นคืนสุขเก่าๆ นั่นมันเป็นแค่เพียงเราฝันไป ตอนนี้เราตื่นขึ้นมาวันใหม่แล้ว
ไม่ต้องไปหวนอาลัยมันอีกต่อไป "ความฝันคือมายา ปัจจุบันคือความจริง"
ให้มีความร่าเริงในชีวิตใหม่ สำหรับความรับผิดชอบต่างๆ ที่ตามมา
บอกกับตัวเองไปเลยว่า  "เราทำได้สบายมาก" การอยู่เดียวถ้าหากชีวิตมันดีงาม
มันมีความสุขมากขึ้น เราก็น่าจะดีใจ บางทีไม่แน่ ในอนาคตเราอาจจะพบกับคนดีที่
ไปด้วยกันกับเราได้ ก็อาจจะเป็นได้ เป็นต้น

ขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า ทุกครั้งที่มีความคิดอาลัยวันวานยังหวานชื่น ให้เราต้องบอกกับตัวเอง
่ทันทีว่า "นั่นมันความฝันเมื่อคืนนี้ ตอนนี้เราตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ใจสว่างแล้ว"
ทำจิตใจให้ร่าเริง ได้เช่นนี้ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:14:05 am »

บทลงโทษด้วยความรัก

วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก
แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น
ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม
ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคา แพงของพ่อ
แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ

เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง
แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย
เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด
แม้จากระยะไกล
ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ
และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความ
หวาดหวั่นรอคอยที่จะถูกทำโทษ

พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง
แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ

หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก
หนังสือคือความรู้
และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง
แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก

สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก
แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้
หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน
พ่อกลับนั่งลง
หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้
แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง

พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า

"ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ"

ต่อไปนี้
ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด
พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ
ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก
และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้
มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ
ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย
เหมือนกับที่พี่ๆของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อ
เหมือนกัน

ว้าว... ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?
นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น
ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น
ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น
พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า…
อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง
ซึ่งนั่นก็คือ คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ


ลองมองย้อนดูตัวคุณเอง ในแต่ละวัน
เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ
เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร
เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ
แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ
และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า
เดี๋ยว ผมเทเองก็ได้

นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก
น้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน
และอาหารมื้อนั้นไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว

แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก
เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด
ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป
ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ
และได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมาก เท่าใด
อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม)
แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว
ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง)

รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว
แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน
หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน
แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ
ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก
เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
แล้วคุณล่ะ เคยลงโทษใครด้วยความรักหรือเปล่า

ได้อ่านบทความนี้แล้ว มีรู้สึกดี ๆ เลยนำมาให้อ่านกัน
หากใครเคยอ่านแล้วก็ไม่เป็นไรนะ

หากครั้งนี้ลองอ่านดูอีกครั้งแล้วพินิจด้วยใจ
บางครั้ง....เราอาจเคยตั้งคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่า
มนุษย์เรา ...เกิดมาเพื่ออะไร
บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ...ก็เป็นได้
ขอมอบบทความนี้ให้กับผู้มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ทุกท่าน
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:15:06 am »

คำพูดเปรียบดั่งยาพิษ


วาจาที่เป็นยาพิษ คนฟังมีสิทธิ์ฆ่าตัวตายได้
คำพูดมีอิทธิพลต่อคนเราอย่างมาก สามารถสร้างมิตรก็ได้ สร้างศัตรูก็ได้
หรือพูดแล้วทำให้คนฟัง รู้สึกดีมีความหวัง
หรือรู้สึกเจ็บปวดก็ได้อีกเช่นกัน บางครั้งอาจเจ็บลึกกว่าด้วยซ้ำ
เพราะเจ็บที่ใจย่อมลืมเลือนได้ยาก
และในความเป็นจริงแผลใจก็มักจะหายช้ากว่าแผลกาย
กว่าจะทำใจหรือลบเลือนออกไปได้ บางคนอาจให้เวลายาวนาน
ดังนั้น จะพูดจาอะไรก็ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะกับคนที่อ่อนไหว
มีจิตใจเปราะบาง
คำพูดของคุณมีโอกาสที่จะทำร้ายความรู้สึกของเขาได้มากจนคุณอาจจะนึกไม่ถึงทีเดียว

อย่างคนที่มีประวัติเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว
จิตใจของเขาจะหวั่นไหวง่าย คำพูดที่ไม่ควรพูด
กับคนเหล่านี้อย่างเด็ดขาด คือ คำพูดในเชิงเย้ยหยันทำนองว่า
"ไหนเก่งจริงก็ต้องทำ (ฆ่าตัวตาย) ให้สำเร็จสิ"
ซึ่งเท่ากับเป็นการยั่วยุให้อีกฝ่ายลงมือฆ่าตัวตายซ้ำ

กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีคนพูดออกมาอย่างไม่คิดว่า
"ที่เคยฆ่าตัวตายไม่เห็นจะตายจริงเลย" อีกฝ่ายก็โต้กลับทันควันว่า
"เดี๋ยวจะทำให้ดู" จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงตึกสูง ๆ
เป็นที่น่าหวาดเสียวของผู้พบเห็น
โชคดีที่มีคนช่วยเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มความคิดที่จะกระโดลงมาก
ไม่อย่างนั้นก็คงกลายเป็นโศกนาฏกรรมอีกราย

วาจาที่เป็นยาพิษอีกแบบหนึ่ง คือ การพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
ไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ เช่น แม่ที่พูดกับลูกด้วยอารมณ์โกรธว่า
"อยู่ลำบากนักก็ไปตายเสีย" หรือ "อยู่ไปก็รังแต่จะทำให้
คนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจ"

กรณีดังกล่าวมีจริง ๆ มีเด็กคนหนึ่งกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย
หลังจากช่วยชีวิตไว้ได้แล้ว จิตแพทย์ได้เข้ามาพูดคุย และพบว่า
ทุกครั้งที่แม่ของเด็กคนนั้นโกรธขึ้นมา
แม่ก็จะพูดประชดให้ลูกไปกินยาตายเสีย และปรากฏว่าลูกก็ทำจริง ๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าพลั้งเผลอพูดอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด
แล้วทำให้อีกฝ่ายถึงกับคิดสั้น
เพราะตัวผู้พูดเองก็คงหนีไม่พ้นความรู้สึกผิดที่จะติดฝังอยู่ในในนานเท่านาน
ดีไม่ดี อาจทำให้สุขภาพจิตเสียไปอีก

ดังนั้นต่อจากนี้ไป ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันระมัดระวังคำพูดให้มาก ๆ
โดยเฉพาะวาจาทั้งสองแบบข้างต้น
ซึ่งจัดเป็นคำพูดอันตรายที่สามารถผลักดันให้คนลงมือฆ่าตัวตายได้

และเมื่อใดก็ตาม ที่มีการพยายามฆ่าตัวตายเกิดขึ้น โปรดอย่ามองว่าเขาทำ
เพื่อเรียกร้องความสนใจเลย เพราะการที่ใครสักคนพยายามทำร้ายตัวเอง
นั่นหมายถึง เขาส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากในขณะนั้น
เขากำลังมีความทุกข์ใจแสนสาหัส จนไม่สามารถช่วยตัวเองได้
เขากำลังอยู่ในความสับสนระหว่างความรู้สึกอยากตายและอยากที่จะมีชีวิตอยู่
เสมือนกับคนที่ กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง
ถ้ามีใครสามารถช่วยทำให้เขามีความหวังเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งได้
เขาก็พร้อมจะเลือกการมีชีวิตอยู่ต่อไป
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:16:10 am »

เข็มฉีดยา ผู้น่าสงสาร (นิทานเด็ก)
หมายเหตุ เอาไว้เล่าให้ลูกๆ ฟัังตอนจะพาไปฉีดยาละกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นในห้องเก็บยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

“เข็ม...เธอเป็นอะไรไป ทำไมมานั่งเข็มคดเข็มงออยู่ที่นี่ล่ะ” ยาน้ำเชื่อมเอ่ยถามเข็มฉีดยาที่ทำเข็มงอๆงอนๆก้านสูบเคลื่อนที่ขึ้นลงในหลอดแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด

“ฮึ...ก็ฉันเนี่ยน้อยใจมากเลย ว่าทำไมเด็กๆถึงจงเกลียดจงชังฉันเหลือเกิน” เข็มฉีดยาตอบแล้วงอนเข็มต่อ

“โถ...อย่าคิดมากเลย เราทำตัวเป็นประโยชน์ต่อพวกเด็กๆนะ” ยาน้ำเชื่อมปลอบใจต่อ

“แหม...ก็เราไม่ได้หวานอร่อยลิ้นเหมือนเธอนี่ เด็กๆเขาถึงจะชอบ จะได้ไม่ต้องคิดมาก”

“ไม่ใช่อย่างนั้น เราหมายถึงว่า เธอน่ะมีความสำคัญต่อพวกเขามากจริงๆ ถ้าคุณหมอไม่เอาแม่วัคซีนที่แสนจะโด่งดัง ใส่เข้าไปในตัวเธอก่อน พวกวัคซีนก็ไม่มีทางเข้าไปในสายเลือดของเด็กๆได้หรอก” ยาน้ำเชื่อมนี้หวานทั้งรส หวานทั้งคำพูดเชียว

“คิดๆไปก็น่าแปลกนะ เมื่อก่อนพวกยาน้ำอย่างเธอน่ะ ทั้งขมทั้งเหม็น ไม่มีเด็กคนไหนอยากเข้าใกล้ เดี๋ยวนี้ กลับทั้งหอมทั้งหวาน สีสันก็สดใสล่อใจพวกเด็กๆจนต้องอ้าปากรอเชียว

แต่ตัวฉันสิ เคยเป็นปีศาจร้ายมาเนิ่นนาน มาถึงวันนี้ ก็ยังเป็นที่น่ารังเกียจอยู่ตลอดไป”

ว่าแล้ว เข็มฉีดยาก็ทำหน้าย่นต่อ ตัวเลขและขีดบอกระดับบนหลอดก็ยับย่นตามไปด้วยมองเห็นเป็นเส้นเบี้ยวๆลายพร้อยไปทั่วตัว

วัคซีนโปลิโอโผล่เข้ามาทำหน้าล้อเลียน

“ว่าไงจ๊ะ พ่อเข็มสังคมรังเกียจ อย่างนายน่ะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวฉันหรอก คุณหมอน่ะเขาใช้หยอดฉันทางปากให้เด็กกินแล้ว ดูสิ ฉันไม่ทำให้เด็กๆต้องเจ็บตัว แล้วยังช่วยป้องกันโรคร้ายอีกด้วย ฮิ...ฮิ”

เมื่อถูกแหย่ซ้ำเติม เข็มฉีดยาก็ก้มเข็มลงงุดๆ ก้านสูบเลื่อนขึ้นลงส่งเสียงฟืดฟาด แสดงการกระฟัดกระเฟียด ในใจยิ่งกลัดกลุ้ม และอึดอัดเข้าไปใหญ่

บรรดาวัคซีนทั้งหลาย ทั้งวัคซีนป้องกันวัณโรค ตับอักเสบบี คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และวัคซีนยอดนิยมอีกหลายตัวต่างก็รุมกรีดกรายมองเข็มฉีดยาด้วยสายตาเย้ยหยัน พวกเธอเห็นเข็มฉีดยาเป็นเหมือนทางผ่าน จึงพูดเยาะเย้ยเข็มฉีดยากันใหญ่

“เธอมันก็แค่ทางผ่านของพวกฉันเท่านั้น เมื่อเด็กๆได้รับพวกฉันเข้าไปแล้ว พวกเขาก็จะมีภูมิคุ้มกัน ทำให้พวกฉันได้รับการยกย่องว่าทำให้เด็กๆมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนเธอน่ะเหรอ ส่วนที่เป็นเข็มก็ต้องถูกโยนทิ้ง กลายเป็นวัตถุอันตราย ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเรื่องโรคเอดส์ระบาดอีกด้วย ก็เพราะเธอนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนติดเชื้อเอดส์กัน ไม่ไหวเลยเนี่ย เธอไปให้ไกลๆพวกเราเถอะ เดี๋ยวจะพาเอาเชื้อโรคมาแพร่อีก ยี้...ไป...ไป....ไป”

พวกยาเม็ดพลอยผสมโรงอีกด้วย เพราะอยู่ในกลุ่มยาที่เด็กๆไม่ได้เกลียด ไม่ได้กลัว เหมือนที่เห็นเข็มฉีดยา จะมีแต่ยาน้ำเชื่อมผู้อ่อนหวานเท่านั้นที่เห็นใจเข็มฉีดยาจริงๆ

คราวนี้ เข็มฉีดยาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทางท่อปลายเข็มด้วยความอัดอั้นตันใจ

เสียงโห่ไล่ยังดังขึ้นรอบๆจากพวกที่ถือว่าเป็นดารายอดนิยมที่คุณหมอทั่วโลกต้องใช้กับเด็กๆ และเป็นดาวค้างฟ้าเสียด้วยสิ

เข็มฉีดยากระบอกเล็กหันไปหาเข็มฉีดยากระบอกโตผู้เป็นพ่อที่ยังหนักแน่น ไม่หวั่นไหว กับเสียงโห่ฮา เขายังคงยืนหยัดตั้งเข็มและกระบอกตรงด้วยความมั่นคง

“พ่อครับ...พ่อได้ยินทั้งหมดแล้วใช่มั้ยครับ ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นกับพวกเรานะ ดูสิ พอเด็กๆรู้ว่าจะถูกฉีดยา ก็จะร้องไห้ราวกับว่าโลกจะแตก พวกเขาเกลียดกลัวพวกเรามาก ทั้งๆที่ปลายเข็มเล็กนิดเดียว แค่เจ็บเหมือนมดกัด พวกเขาก็มีภูมิคุ้มกันไปตั้งนาน ทำให้ไม่ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บมาคุกคาม ซึ่งอาจจะเจ็บปวดและทรมานมากกว่าหลายเท่านัก แล้วดูสิครับ เราได้อะไรเป็นการตอบแทนบ้าง มีแต่จะถูกดูหมิ่น และว่าร้ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“เข็มเล็กลูกรัก...เราถูกสร้างขึ้นมาเป็นเข็มฉีดยา เราก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกวัคซีนต่างหากที่จะต้องมีสำนึกว่า ถ้าไม่มีเรา พวกเขาก็เหมือนกับของเหลวที่ไม่มีประโยชน์อะไร”

เข็มฉีดยากระบอกโตพูดต่อว่า

“พ่ออยากให้ลูกภูมิใจในหน้าที่ของเรามากกว่า ว่าถึงแม้เราเป็นแค่ทางผ่านของพวกวัคซีน เราก็ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆมานานหลายร้อยปีแล้ว เราห้ามเด็กๆไม่ให้รู้สึกเจ็บจี๊ดไม่ได้ และพวกเขาก็ยังไม่รู้คุณค่าของเรา เพราะพ่อแม่พามาฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว เขาจึงไม่เป็นโรค

แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่พวกเขาไม่ได้ถูกฉีดยา และถูกโรคร้ายรังแก พวกเขาจึงจะรู้ว่าการมีโรคภัยไข้เจ็บนั้น ต้องใช้เวลารักษาที่นาน และยุ่งยากกว่า และเขาก็จะเจ็บปวดและทรมานมากกว่าการที่ยอมเจ็บเพียงจิ๊ดเดียว

และที่สำคัญ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และมีลูกมีเต้าบ้าง เขาก็จะรู้ว่าการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเด็กๆ พ่อแม่ยอมให้ลูกร้องไห้เพราะถูกฉีดยาแป๊บเดียว ดีกว่าพ่อแม่จะต้องร้องไห้เสียใจ และสงสารลูกที่ไม่สบายทีหลังเพราะไม่ได้รับวัคซีน”

เข็มฉีดยากระบอกเล็กผงกเข็มแสดงว่าเข้าใจ ในใจคิดว่า
“อยากให้เด็กๆเข้าใจเราอย่างนี้จังเลย ว่าการเกลียดกลัวเรานั้น ไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาเลย แล้วเราก็ไม่ควรจะน้อยใจอีกต่อไป”

คิดได้อย่างนั้นแล้ว เข็มฉีดยากระบอกเล็กก็หันไปเต้นระบำกับยาน้ำเชื่อมอย่างสบายใจ
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:17:15 am »

ไม่ยุติธรรมเลย


...พี่น้องสองคน คนพี่แต่งงานแล้ว คนน้องเป็นโสด
ทั้งสองร่วมกันเป็นเจ้าของที่นามรดกร่วมกัน ผลิตข้าวได้ปีละมากๆ
พี่น้องก็แบ่งกันคนละครึ่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีทุกปี
จนในกลางดึกของคืนหนึ่งพี่ชายคนที่แต่งงานแล้ว
สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกันฉุกคิดว่า “ไม่ยุติธรรมเลยน้องข้ายังไม่ได้แต่งงาน
แต่เขาได้ข้าวครึ่งหนึ่ง ส่วนข้ามีภรรยาและลูกอีกตั้งห้าคน
เวลาแก่ตัวข้าก็จะมีลูกคอยดูแล แต่ใครจะดูแลน้องชายข้าตอนที่เขาแก่ล่ะ
เขาควรจะได้ส่วนแบ่งมากกว่า เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่ชรามากขึ้น”

คิดดังนั้นแล้วพี่ชายก็บรรทุกข้าวของตนใส่เกวียนจนเต็มเพื่อแอบเอาไปเทใส่ยุ้งของน้องชาย

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายน้องชายก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเช่นกัน และรำพึงกับตนเองว่า
“มันไม่ยุติธรรมเลย พี่ชายของข้ามีภรรยาและลูกอีกตั้งห้าคนแต่เขากลับได้ส่วนแบ่งแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ควรหรือที่ข้าจะได้รับผลผลิตเท่ากันกับเขา ในเมื่อข้ามันก็ปากเดียวท้องเดียว ไม่มีใครที่ข้าจะต้องดูแล”

เขาจึงลุกขึ้นจากเตียง ขนข้าวใส่เกวียนจนเต็ม เพื่อมุ่งไปยังยุ้งฉางของพี่ชาย

เกวียนของทั้งสองคน มาพบกันกลางทางพอดี!

ความมีน้ำใจงามของทั้งสองฝ่ายเป็นที่กล่าวขานไปในหมู่ชาวบ้าน
ภายหลังเมื่อจะมีการสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้านนั้น
ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีมติให้สร้างวัด ณ จุดที่พี่น้องคู่นั้นมาพบกันพอดี
เพื่อระลึกถึงความดีของทั้งคู่  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:18:01 am »

หย่าร้างอย่างไรไม่ให้กระทบใจลูก

ปัจจุบันการหย่าร้างเป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ที่มีอยู่มากในสังคมทั้งการหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
และหย่าร้างในทางพฤตินัยกล่าวคือ

ทั้งคู่สามีภรรยาแม้ยังมิได้จดทะเบียนหย่ากันอย่างเป็นทางการแต่แยกกันอยู่อย่างเด็ดขาดหรือบางคู่ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์และไม่ดูแลเอาใจใส่กันเลยก็พบอยู่ในสังคมไม่น้อยการมีคู่ครองที่สามารถปรับตัวอยู่ด้วยกัน
ด้วยความรักความเข้าใจเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครอบครัวมีความอบอุ่นแต่คู่ครองบางคู่ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ พยายามเท่าไหร่แล้วก็ยังไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจหย่าร้างกัน

บทความที่เขียนในครั้งนี้ไม่ได้ประเมินว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเหตุปัจจัยของการครองคู่หรือการหย่าร้างนั้นมักมีสาเหตุหลายประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ปัญหาด้านบุคลิกภาพของคู่ครอง การทำร้ายซึ่งกันและกัน ปัญหาเรื่องเพศไม่สมดุลกัน ปัญหาจากสิ่งเสพติดเช่น สามีดื่มสุราจัด ปัญหาการพนัน

ปัญหาการปรับตัวเข้ากันไม่ได้กับญาติของคู่ครอง บางรายก็มีปัญหาหลายอย่างผสมผสานกันแต่ไม่ว่าท่านจะหย่าร้างกันด้วยสาเหตุใดก็ตามขอฝากข้อคิดแก่คู่ครองที่หย่าร้างกันไว้ 5 ประการ เพื่อจะได้ช่วยลดผลกระทบด้านจิตใจของลูกให้เป็นสุข ดังต่อไปนี้

1. รักษาความเป็นเพื่อน เมื่อตัดสินใจหย่าร้างกันแล้วทั้งสองฝ่ายควรพยายาม มองข้อดีของกันและกันให้ได้ว่าแต่ละฝ่ายยังมีคุณงามความดีอะไรบ้างที่จะสามารถดำรงความเป็นกัลญาณมิตรต่อกันได้ อาจทำได้ยากในช่วงแรกแต่เมื่อพยายามมองด้านดีเรื่อยๆ จะสามารถทำได้ในที่สุด เพราะเมื่อดำรงความเป็นเพื่อนต่อกันได้ก็อาจสามารถจะช่วยเหลือเกื้อผมลกันได้ตามอัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอื้ออำนวยต่อการร่วมดูแลลูกสำหรับคู่หย่าร้างที่มีบุตรด้วยกัน

2. ลูกไม่ใช่ลูกบอล กล่าวคือ คู่หย่าร้างที่มีบุตรด้วยกันจำนวนไม่น้อยเมื่อหย่าร้างกันแล้วมักจะแย่งลูกกัน ทั้งการฟ้องร้อง กีดกัน กักกันเหมือนเด็กเป็นฟุตบอล ความรู้สึกของลูกส่วนใหญ่ต้องการอยู่กันพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่ลูก เมื่อมีการแย่งชิงกันเกิดขึ้นด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่มักจะทำให้ลูกรู้สึกร้าวรานใจกับการแย่งชิง

ดังนั้นทางที่ดีทั้งพ่อและแม่ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าทั้งพ่อและแม่ยังรักและห่วงใยลูกสามารถจะไปมาหาสู่
หรืออยู่กับพ่อหรือแม่เมื่อไหร่ก็ได้แม้ชีวิตส่วนใหญ่ลูกอาจต้องอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตามโปรดอย่าลืมว่า
ลูกไม่ใช่ลูกบอลที่ทั้งพ่อและแม่ต่างคนต่างโยนหรือแย่งกันอุตลุดเพื่อเป็นเครื่องมือในเกมส์หย่าร้างของคุณ

3. ลูกของเรา ไม่ใช่ลูกฉันลูกเธอ คู่หย่าร้างบางคู่มักใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองหรือแบ่งลูกกันเลี้ยง เช่น มีลูกสองคนคนโตอยู่กับพ่อคนเล็กอยู่กับแม่ทั้งๆที่ลูกไม่พึงพอใจและไม่สบายใจเลย ไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เพราะลูกไม่ใช่ขนมเค้กที่จะตัดแบ่งกันโดยไร้ความรู้สึกโอกาสอยู่ด้วยทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละ

อยากอยู่กับใครก็อยู่ได้สบายใจไม่ว่าจะอยู่กับพ่อหรือแม่ก็ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขายังได้รับความรักความอบอุ่นจาก
ทั้งพ่อและแม่เช่นเคยเพราะการหย่าร้างเป็นคู่กรณีของคู่สามีภรรยาไม่ใช่อย่าร้างจากความเป็นพ่อแม่ลูก

4. ลูกไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของพ่อแม่ คู่หย่าร้างบางคู่เมื่อหย่าร้างกันแล้วมักใช้ลูกเป็นเครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของทั้งสองฝ่ายกล่าวคือเมื่ออยู่กับพ่อ พ่อ ก็จะพูดถึงความเลวร้ายของแม่ให้ลูกฟัง
เมื่อลูกอยู่กับแม่ แม่ก็พูดแต่ความเลวร้ายของพ่อให้ลูกฟังต่างคนต่างพูดเอาความ ดีใส่ตัวเองหวังจะให้ลูกรักและชื่นชม แต่ผล ลัพธ์ที่จะได้คือลูกจะไม่ชื่นชมทั้งพ่อและแม่นั่นแหละ เพราะฟังแต่เรื่องเลวๆ ของทั้งสองฝ่าย
อาจส่งผลให้ลูกไม่อยากอยู่ด้วยทั้งพ่อและแม่เลยก็ได้ และอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกมาก ดังนั้นเมื่อหย่าร้างกันทั้งพ่อและแม่ควรพูดถึงแต่ความดีของแต่ละฝ่ายให้ลูกฟังเพราะเด็กทุกคนต้องการรู้เห็นพ่อแม่ในเรื่องที่ดีและชื่นชม เสมอ

5. โอกาสสำคัญของลูกควรกลับมาร่วมกิจกรรม ลูกเปรียบเสมือนกาวใจของพ่อแม่และลูกปกติทุกคนรักทั้งพ่อและแม่และต้องการเห็นทั้งพ่อและแม่อยู่ด้วยในโอกาสสำคัญของเขา เช่น วันคล้ายวันเกิด วันสำเร็จการศึกษา วันบวช วันแต่งงานหรืออื่นๆอีกมากมาย เพราะโอกาสสำคัญที่แต่ละครอบครัวให้
ความหมายและความสำคัญนั้นต่างกัน

การมาร่วมงานในโอกาสสำคัญของลูกนอกจากจะช่วยให้ลูกมีความ ภูมิใจแล้ว ยังแสดงถึงความมีสัมมาทิษฐิที่มีอยู่ในหัวใจของคู่หย่าร้างที่เป็นพ่อแม่ทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีข้อเสนอแนะทั้ง 5 ประการ ดังกล่าวอันประกอบด้วยเมื่อต้องการหย่าร้างควรพยายามรักษาความเป็นเพื่อนต่อกันไว้ ไม่แบ่งแย่งลูกกันไม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองแบ่งกันว่าลูกฉันลูกเธอไม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของกันและกัน
และเมื่อถึงโอกาสสำคัญของลูกทั้งพ่อและแม่ควรกลับมาร่วมงานของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นต่อ
สุขภาพจิตครอบครัวโดยเฉพาะลูก

แม้เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนักแต่ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะการปฏิบัติทั้ง 5 ประการดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นที่จะช่วยลดผลกระทบทางด้านจิตใจของลูกได้ในที่สุด.
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 316



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 12:20:10 am »

กาแฟ หรือ ถ้วยกาแฟ?

วันหนึ่ง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน
ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต

แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า
อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ
บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว
โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า

อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่มกาแฟร้อนๆ กันเอาเอง
และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว
อาจารย์ก็กล่าวว่า.....
ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมด
เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต

ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ
แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ
มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา
มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ

เมื่อเช้านี้ถ้วยกาแฟ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กาแฟของคุณรสชาติเป็นยังไง?
บันทึกการเข้า

ลองสละเวลาอ่านบทความดี ๆ 1-2 นาที ที่ ห้องแห่งสาระ
คุณอาจจะค้นพบสิ่งดี ๆ ที่คนบางคนหามันทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอก็ได้ ยิ้มเท่ห์
หน้า: [1] 2 3 ... 5
พิมพ์
กระโดดไป: